มหาวิทยาลัยรัฐกับการออกนอกระบบรุ่งหรือร่วงกันแน่ ?

โดย  ธวัชชัย   จันจุฬา

                    บทความที่หยิบขึ้นมาพูดนี้ เป็นบทความที่ อาจารย์ยศ   สันตสมบัติ  ซึ่งเป็นปรมาจารย์ทางด้านมานุษยวิทยา    ท่านมีความเชี่ยวชาญในแนวคิด  ทฤษฎีสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา   ดังนั้นในงานชิ้นนี้จึงเป็นงานที่เกิดจากมุมมองของนักมานุษยวิทยาโดยแท้จริง  ที่พูดถึงเรื่องของอำนาจ   ระบบอุปถัมภ์    ความสัมพันธ์  ตลอดถึงกระบวนการทางสังคม   ซึ่งท่านได้เขียนลงในคอลัมน์  จุดประกายปริทัศน์  หนังสื่อพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ   ฉบับวันจันทร์ที่ ๘  กรกฎาคม   ๒๕๔๗  ในหัวข้อ  ลัทธิเสรีนิยมใหม่  ระบบประกันคุณภาพ  และสุสานแห่งปัญญา (๒)  ในบทความชิ้นนี้ท่านได้พูดถึงการปฏิรูประบบราชการ  หรือการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของระบบราชการที่กำลังทำให้พนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐหลายคนร้อน ๆ หนาวไปตามกันขณะนี้  จนทำให้เกิดความระส่ำระสายในองค์กรของรัฐพอสมควร  ในการปฏิรูประบบราชการทางการศึกษาหรือที่พวกเราเรียกติดปาก

กันขณะนี้ว่า  “การออกนอกระบบของสถาบันทางการศึกษา” โดยมีกลไก คือ การประเมิน   ปริมาณของงาน  คุณภาพของการสอน  การทำวิจัย 

 และประสิทธิภาพโดยรวมขององค์กร  สาขาวิชา  คณะ  พร้อมด้วยมหาวิทยาลัยทั้งระบบ  หรือที่เราเข้าใจกันในชื่อของการ” ประกันคุณภาพ”อาจารย์ยศมองว่า การปฏิรูปในแนวนี้เป็นการถอยหลังเข้าคลองอีกครั้งของวงการศึกษาไทย  ที่สถาบันการศึกษาไทยเคยเป็นพื้นที่ของการสร้างสรรค์สติปัญญาของสังคม   จะกลายเป็นเพียงพื้นที่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่มีอำนาจในการกำกับดูแล หรือที่อาจารย์ยศ  ใช้คำว่า “มหาวิทยาลัยจะอยู่ภายใต้ชะเงื้อมของนักธุรกิจการเมือง” โดยท่านได้นำเอาบทเรียนจากประเทศในแถบตะวันตกที่มีการปฏิรูประบบราชการทางการศึกษามาก่อนเรานั้น  ท่านบอกว่าแทนที่จะทำให้มหาวิทยาลัยมีประสิทธิภาพ  มีเอกภาพ และมีส่วนรับผิดชอบต่อสังคม  แต่กลับเป็นเพียงกลไกหนึ่งในการกำกับและตรวจสอบ ของนักธุรกิจการเมืองเท่านั้น    และท่านยังมองต่อว่า ระบบการประเมินดังกล่าวนั้นลดศักดิ์ศรีและคุณค่าของมหาวิทยาลัย จากแหล่งผลิตความรู้  พื้นที่ของปัญญาชน และเวทีการต่อสู้ทางการเมือง  ให้กลายเป็นเพียงพื้นที่จัดการความสัมพันธ์ระหว่าง พนักงานของมหาวิทยาลัยระหว่างตำแหน่งต่าง ๆ  ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างผู้ตรวจสอบกับผู้ถูกตรวจสอบจึงเป็นความสัมพันธ์ในเชิงอำนาจ  ซึ่งแนวคิดนี้เป็นแนวคิดใหม่ที่มากับลัทธิเสรีนิยม  ที่มองว่าหน่วยงานใดก็แล้วแต่ที่นำเอาภาษีอากรของประเทศชาติมาใช้ จะต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อสังคมและพร้อมที่จะถูกตรวจสอบ  ประเมินอยู่ตลอดเวลา  และอาจารย์ยศท่านยังมองต่ออีกว่า ระบบการตรวจสอบในนามของการประเมินคุณภาพยังมีนัยความสัมพันธ์เชิงอำนาจในระบบอุปถัมภ์ หรือความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านายกับลูกน้องให้เกิดขึ้นในรั่วของมหาวิทยาลัยอย่างคึกคักกว่าที่เป็นอยู่ขณะนี้

                ในบทความชิ้นนี้ผู้เขียนได้ตั้งข้อสังเกตบางประการตลอดถึงสนับสนุนแนวคิดบางประการของอาจารย์หลายประเด็นเหมือนกัน  ในประเด็นแรกที่ผู้เขียนอ่านแล้วเกิด เอ้ะ !  ในใจ  นั้นก็คือ  การนำเอาบทเรียนจากต่างประเทศ  ไม่ว่าจะเป็นบทเรียนที่ประสบผลสำเร็จ  หรือล้มเหลวก็ตาม   มันสามารถฉายให้เห็นภาพอนาคตของประเทศไทยได้ชัดเจนจริงหรือเปล่า ?   แน่นอนว่าวิธีวิทยา  การปฏิรูประบบราชการเหล่านี้เป็นมรดกที่เรารับมาจากเขา   รับมามากน้อยแค่ไหน  อย่างไรนั้นผู้เขียนมิบังอาจประเมินได้  แต่สิ่งที่อาจารย์ยศได้เอาบทเรียนของประเทศอังกฤษ และหลาย ๆ ประเทศที่ถูกถีบเข้าสู่กระบวนการปฏิรูป หรือการออกนอกระบบของสถาบันการศึกษานั้น  เป็นบทเรียนเมื่อสองศตวรรษที่แล้ว   แน่นอนว่าบรรยากาศการเมืองการปกครอง   ระบบเศรษฐกิจ   หรือการตื่นตัวของประชาชนในเรื่องต่าง ๆ  ย่อมมีความแตกต่างกับบรรยากาศในวันนี้อย่างแน่นอน  ไม่เพียงแค่นั้นวัฒนธรรม  พฤติกรรมของคนทั้งสองขั่วโลกก็มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง    โดยเฉพาะคนไทยเราเป็นคนที่มีนิสัยอยากรู้อยากเห็นเรื่องของชาวบ้าน   ชอบซุบซิบนินทา ตลอดถึงปัจจุบันมีองค์กรพัฒนาเอกชนหลายองค์กรเกิดขึ้น ในช่วงที่ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครอง (๒๕๑๖ – ๒๕๑๙ ) ที่เข้มแข็ง สามารถตรวจสอบหรือเป็นเป็นตาแทนประชาชนได้ส่วนหนึ่ง     ซึ่งเป็นฐาน   กลไก   สำคัญในการดูแลตรวจสอบ  ระบบการทำงานเจ้าหน้าที่ของรัฐได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าผู้ประเมินหรือผู้ตรวจสอบเป็นบุคคลที่มาจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง  โดยไม่ให้ประชาชนมีสวนร่วมในการกำกับดูแลก็เป็นเรื่องที่น่าห่วง  และมันคงจะเป็นอย่างที่อาจารย์ยศกล่าวไว้จริง  ๆ   ที่มหาวิทยาลัยจะเป็นเพียงลูกไก่ในกำมือของนักธุรกิจการเมืองเท่านั้น  ประการต่อมา   การประเมินหรือการตรวจสอบ  ก็ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายเสมอไป   แน่นอนว่าในระบบราชการปัจจุบัน ยังมีบุคลลากรของรัฐบางคนที่ทำงานเช้าเย็นชามอยู่     โดยขาดการเอาใจใส่งาน   ขาดความคิดริเริ่มที่สร้างสรรค์   คนกลุ่มนี้ย่อมเป็นบ่อนทำลายชาติอย่างดีที่ทุกคนมองข้าม   การประเมินหรือการตรวจสอบคุณภาพของงาน  ย่อมทำให้คนกลุ่มนี้นั่งไม่ติดกับเก้าอี้  มีความกระตื้อรื้อร้นในงานมากขึ้น    แต่สำหรับคนที่มีความตั้งใจ   จริงจังกับงาน  มีความคิดที่สร้างสรรค์เขาย่อมไม่มีความหวาดระแวงต่อระบบเหล่านี้  แต่ขอย้ำอีกทีว่าผู้ที่มาประเมินนั้นต้องไม่ใช่คนของใคร  หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง  ต้องเป็นประชาชนเท่านั้น   ประการต่อมาที่อยากจะทำความเข้าใจก็คือ   การประเมินจะต้องไม่ได้หมายถึงการไปจับผิดใครหรือคนใดทั้งสิ้น  แต่หมายถึงการทบทวน  ไตร่ตรองตนเองของหน่วยงานว่าสิ่งที่ทำมานั้นมีข้อดีข้อด้อยอย่างไร เพื่อนำข้อมูลมาวางแผนแก้ไข้ข้อผิดพลาดที่ผ่านมา    ดังนั้นการประเมินหรือเรียกอีกอย่างก็คือ การรู้จักตนเองของหน่วยงาน  หรือ บุคคล  ดังนั้นการที่จะรู้จักตนเองนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยคนอื่นมาสะท้อน และตัวเองก็ต้องมองตนเองด้วย   ซึ่งจะเป็นเครื่องมือในการเพิ่มประสิทธิภาพของสถาบันการศึกษามากขึ้น  

                แน่นอนว่าสิ่งที่อาจารย์ยศ  สันตสมบัติ  หรือ ผู้เขียนเองที่นำเสนอนั้นเป็นเพียงแค่การคิดคาดคะเน  บนฐานที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างอาจารย์ยศ    สันตสมบัติ  กับผู้เขียนราวฟ้ากับดิน  ซึ่งงานที่อาจารย์ยศเขียนนั้นมีความลึกซึ่ง  มีคุณค่าเกินกว่าที่สติปัญญาของผู้เขียนจะหยั่งถึงได้  บางครั้งก็คิด ทำ  โดยขาดความรู้เท่าไม่ถึงกาล ก็คงต้องยอมก้มหน้ารับกรรมแต่เพียงผู้เดียว   แต่ท้ายที่สุดแล้วคงไม่มีใครรู้ได้ว่า การออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยทั่วประเทศที่กำลังตบเท้าเดินตามกันไปนั้นจะเป็นอย่างไร  จะดีหรือถอยหลังเข้าคลองคงต้องอาศัยประชาชนทุกคน เป็นหู เป็นตา   คอยติติง  เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามต่อสังคมของเราเอง  แต่อย่าทำเป็นเอาหูไปนา  เอาตาไปไร่   มิเช่นนั้นแล้วสิ่งที่อาจารย์ยศทำนายในวันนี้คงเป็นจริงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้