อิสรภาพบนคราบน้ำตา

เรื่อง/ภาพโดย  ธวัชชัย  จันจุฬา   (จิตอิสระ)

                เมื่อรถยนต์กระบะโฟร์วิลจอดเทียบบ้านหลังหนึ่ง  ลักษณะบ้านยกพื้นสูงตัวบ้านประกอบด้วยไม้ทั้งหลังมุ่งกระเบื้องแบบทันสมัย  ดูแล้วภูมิฐานกว่าบ้านอื่น ๆ ในละแวกนั้น    น่าจะเป็นบ้านของผู้นำหมูบ้านหรือผู้มีอันจะกินแน่นอน  ผมก้าวเท้าออกจากรถด้วยความตื่นเต้น   เพราะหมู่บ้านแห่งนี้เคยรู้จักผ่านสื่อต่าง  ๆ และเพื่อน ๆ ในแวดวงที่เคยติดตามความเคลื่อนไหวเล่าให้ฟังถึงกระบวนการต่อสู้ของชาวบ้านเพื่อยืนหยัดให้ได้อยู่ในผืนแผ่นดินถิ่นนี้  

 

 

 

 



          
ลุงคำ    ผู้นำหมู่บ้าน

ทุกคนในหมู่บ้านแห่งนี้ล้วนมีบาดแผลจากการกระทำของรัฐ  ด้วยเหตุผลที่ว่า เขาคือผู้เป็นเจ้าของแผ่นดินนี้  ยอมสามารถทำอะไรก็ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนต่างถิ่น    นอกจากความตื่นเต้นแล้วบรรยากาศรอบ ๆ กายขณะนี้ ๆ  ยังชวนให้จิตใจได้ผ่อนคลาย  เกิดความอบอุ่นอย่างแปลกประหลาด   ระว่างที่ยืนมองรอบ ๆ  บ้านนั้น  ลมได้พัดมาปะทะกายวูบหนึ่ง  ถึงแม้ลมนั้นจะพัดพาเอาความร้อนของไอแดดบริเวณนั้น  แต่ก็สร้างความสดชื่นได้ไม่น้อย  หลังจากที่นั่งอยู่ในรถเกือบ 3 ชั่วโมง  พวกเราก็ต่างพากันลุกลี้ลุกล้นขนเป้สำภาระลงมาจากรถ 

           “ ใจเย็น ๆ พักผ่อนก่อนก็ได้   ตอนนี้ชาวบ้านเขารวมตัวกันที่วัด  ช่วยกันสร้างวิหารวัด  พวกเราไปดูกันมั้ย ”  เป็นเสียงของชายหนุ่มต่างถิ่นที่เขามาศึกษาหมู่บ้านแห่งนี้มานานแรมปี   และเป็นที่รู้จักดีของชาวบ้านในแถบนี้  ซึ่งเดินทางมาในขณะของเราในฐานะผู้เชียวชาญพิเศษ (ประมาณนั้น)   พวกเราเรียกเขาว่า พี่อู๊ด  หนุ่มผู้มีอารมณ์ดีตลอดเวลา  คุยเก่ง  และรอบรู้พอสมควร  โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุมชนแห่งนี้ที่เขาคลุกคลี่อย่างลึกซึ่ง  เมื่อได้ฟังคำชวนเพื่อขึ้นไปดูวัด    ผมก็มองดูเพื่อน ๆ เพื่อประเมินสถานการณ์ว่าจะเอาอย่างไรดี?  ทุกคนก็พยักหัว เห็นด้วยไม่มีใครขัดแย้ง  จึงได้พากันเดินตามทางขึ้นเนิน  ซึ่งวัดตั้งอยู่บนเนินสูง ท้ายหมูบ้าน  พวกเราต่างกว้าเดินบนดินที่ไม่มีพืชปกคลุมอยู่เลย  แม้กระทั่งหญ้าซักต้น  สันนิฐานน่าจะเป็นทางที่สร้างขึ้นมาเพียงไม่กี่ปีนี้เอง   และมีบ้านเรือนของชาวบ้านปลูกขนาบทั้งสองข้างทางถนน  ลักษณะการสร้างบ้านแบบง่าย ด้วยวัสดุอุปกรณ์ธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่น   เสาบ้านเป็นไม้ที่มีขนาดเท่าทอนขาของผู้ใหญ่   มัดติดฝ่าบ้านด้วยไม้ไผ่ที่นำมาเฉาะให้เป็นแผ่น ๆ  แต่ยึดติดกันอย่างเหนี่ยวแน่น  มุ่งด้วยหญ้าคา แต่ ถ้าบ้านหลังไหนที่มีฐานะหน่อยก็มุ่งหลังคาด้วยกระเบื้อง  และมั่นคงกว่าบ้านหลังอื่น    ระหว่างที่เราเดินขึ้นวัดเราก็แวะชมร้านค้าต่าง  ๆ ที่ขายของที่ระลึกของชนเผ่าให้กับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้ามาสัมผัสวิถีชีวิตของชาวปะหร่อง   สินค้าบางชนิดเป็นฝีมือของชาวบ้าน แต่บางอย่างก็รับมาจากในตัวเมืองมาขายอีกที  ซึ่งก็ได้ราคาดีพอควร  นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็เข้าใจว่าเป็นฝีมือของชาวบ้านทุกชิ้น 
                  มีร้านค้าในลักษณะนี้กระจ่ายรอบหมูบ้าน  บางคนก็ปลูกเรือนเล็กไว้สำหรับเป็นร้านค้าขายของโดยเฉพาะ   บางคนก็ใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งของบ้านในการวางสินค้าเพื่อขายให้นักท่องเที่ยวได้ชม   ของที่วางขายก็มีตั้งแต่  ผ้าซิ่นลายต่าง ๆ กำไลมือ  สร้อยคอ   แหวน หมวกชาวเขา  และอื่น ๆ ที่บงบอกถึงความเป็นวัฒนธรรมของเขา   จากการเดินสำรวจดูเกือบทุกร้านพบว่า สินค้าบางอย่างก็ไม่ได้แสดงถึงความเป็นชาวปะหร่องแต่อย่างใด  กลับตรงกันข้ามอาจจะเป็นสิ้นค้าที่ผลิตจากกลุ่มชาติพันธ์อื่น  เช่น หมวก เป็นวัฒนธรรมการแต่งกายของพี่น้องม้ง    ซึ่งความหมายตรงนี้ชาวบ้านไม่ได้มองในแง่ของความเป็นตัวตนของเขา  แต่มองในมิติที่มันเป็นสินค้าชนิดหนึ่งที่สร้างรายได้ให้กับเขาเท่านั้น  ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นของพี่น้องม้ง  หรือพี่น้องปกาเกอญอก็ไม่สำคัญ จากข้อสัณนิฐานของผู้เขียนอาจเป็นได้ว่า  วัฒนธรรมที่จับต้องได้ (หมายถึงวัฒนธรรมที่เป็นสิ่งของ เช่น  การแต่งกาย บ้านเรือน  สถาปัตยกรรม) ของชาวเขาเผ่าปะหร่อง  มีน้อยมาก ถ้าเทียบกับชนเผ่าอื่น ๆ ในประเทศไทย  จากการบอกเล่าของปราชญ์ในชุมชนนี้พบว่า  วัฒนธรรม  ความเชื่อของชาวเผ่าปะหร่องมีความคล้ายคลึงกับชาวล้านนาเกือบทุกอย่าง  ไม่ว่าจะเป็นวันสำคัญ  วันดี  วันเสีย  รูปแบบของประเพณีพิธีกรรมต่าง ๆ แต่จนปานนี้ก็ไม่มีงานวิจัยชินใดยืนยันหรืออธิบายความสัมพันธ์ ระหว่างชาวเขาเผ่าปะหร่องกับชาวล้านนา  ที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ในภาคเหนือ 

                 เมื่อเราเดินขึ้นมาบนเนิน  ภาพของชาวบ้านที่กำลังช่วยกันก่อสร้างวิหารวัดก็ปรากฏขึ้นมาอย่างชัดเจน   ต่างช่วยกันคนละไม้ละมือ   บางคนขึ้นไปมุ่งกระเบื้อง  บางคนก็ขนไม้มากองรวมกันไว้เตรียมประกอบโครงของวิหารต่อไป   เป็นภาพที่สะท้อนความสามัคคีในหมูบ้านได้เป็นอย่างดี   ชาวบ้านที่สูงอายุหน่อยก็นั่งมองด้วยความหวัง  ความปลื้มปิติ   ตลอดถึงให้คำปรึกษา  เอาใจช่วย  ในการก่อสร้างวิหารหลังใหม่แห่งนี้    เมื่อพวกเราเดินไปถึงผู้คนเหล่านั้น   ก็มีชายรูปร่างสูงใหญ่   ผิวคลำ  ท่าทางใจดี  เดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้ม   “วัดดีครับอาจารย์อูด”   เป็นคำทักทายที่อ่อนน้อมถ่อมตนอย่างยิ่งและแสดงถึงความเป็นมิตร  ทำให้คนที่มาเยือนรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างแปลกประหลาด   ทราบชื่อภายหลังว่า ชื่อลุงคำผู้ที่เป็นกุญแจสำคัญในการไขไปสู่ประตูทางประวัติศาสตร์ชนเผ่าปะหร่องแห่งบ้านปางแดงใน   การต่อสู้กับภาครัฐเพื่อมีพื้นที่ทำกิน  ที่อยู่อาศัยในประเทศไทยจวบจนกระทั่งปัจจุบันนี้  ภาพประวัติศาสตร์ของหมูบ้านก็ปรากฏเป็นฉาก ๆ เมื่อเราสอบถามถึงเหตุการณ์  และชะตากรรมของพี่น้องปะหร่องในอดีต  จนว่า      

 

 

 

 

 

 

 

      หญิงชาวปะหร่องกับลูกน้อย

                                         โดยลุงคำเป็นผู้ฉายภาพให้เราเห็น ด้วยแววตาเศร้า ๆ ปนความข่มขื่น  ซึ่งท่านยังจดจำเหตุการณ์ในครั้งนั้นได้อย่างชัดเเดิมทีชาวปะหร่องบ้านปางแดงอยู่ในเขตชายแดนพม่า  เป็นรอยต่อระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่า  เป็นชนเผ่าที่ไร้สังกัดประเทศใดประเทศประเทศหนึ่ง    เนื่องจากขาดการยอมรับจากรัฐทั้งสอง  วันดีคืนดีทหารพม่าขึ้นมาบุกค้นหมู่บ้าน   สองสามวันต่อมาฝ่ายทหารไทยก็ถือปืนเข้ามาขู่   เพื่อแสดงศักยภาพและบงบอกถึงอำนาจตน  ชาวบ้านดำรงค์ชีวิตอยู่ด้วยความหวาดผวา   ไม่รู้ว่าเหตุการณ์ร้ายแรงจะเกิดขึ้นตอนไหน  ข้าวปลาอาหารที่หามาได้  ด้วยหยาดเหงื่อแรงงาน  ก็มีผู้มาขอแบ่งโดยมิได้ลงทุนลงแรงช่วยแต่อย่างใด   จำต้องยอมเพื่อให้ชีวิตตนอยู่รอด    นานวันเข้าความอดทนก็สิ้นสุดลง..........ลุงคำจึงตัดสินใจหลบนี้เข้ามาในประเทศไทย ในปี 2525  ทั้งที่รู้ว่าถ้าถูกทางการจับได้จะเกิดอะไรขึ้นกับตนและครอบครัว    แต่ด้วยความจำเป็นและไม่มีทางเลือกจึงต้องหอบลูกหลานเข้ามาแสวงหาที่ทำกินในประเทศไทย   ระหกระเหินตามหุบป่า  ชายดอย  โดยมีผู้ติดตามมาจำนวนหนึ่ง  จนกระทั่งได้มาพบรักที่บ้านปางแดง  อำเภอเชียงดาว  จังหวัดเชียงใหม่   และได้ลงจอบปลูกต้นไม้  ปลูกข้าว   สร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ในปี 2527 เป็นกลุ่มบุคคลแรก ๆ  ที่บุกเบิกหมู่บ้านแห่งนี้  พร้อมพี่น้องอีกจำนวน  11 ครอบครัว  โดยได้รวบร่วมเงินจำนวน 2,000  บาท  เพื่อซื้อที่ดินจากเจ้าของเดิม   เป็นสัญญาการซื้อขายแบบง่าย ๆ  มีเพียงพยาน 3 – 4 คน เท่านั้นที่รับรู้การซื้อขายครั้งนี้  เมื่อพี่น้องปะหร่องที่อาศัยอยู่ประเทศไทยทราบข่าว ซึ่งยังไม่มีที่ทำกินเป็นหลักแหล่ง ก็อพยพมาขออยู่ด้วย     ผืนดินในแถบนี้เคยมีชนเผ่าต่าง ๆ เข้ามาบุกป่าทำไร่  ทำสวน และถางป่าจนกลายเป็นดอยหัวโล้น สภาพป่าในตอนนั้นก็มีความเสื่อมโทรม   เหลือเพียงต่อไม้ที่โดนตัดเป็นอนุสรณ์ดูต่างหน้า   ชาวบ้านก็ช่วยกันสร้างบ้าน  ทำไร่  โดยทำในพื้นที่เดิมของชาวบ้านที่เข้ามาอาศัยก่อน  ปลูกข้าวโพด  ทำนา  ปลูกถั่วลิสง  มีพ่อค้าเข้ามารับซื้อถึงในหมู่บ้าน 
               
ด้วยการดำรงชีวิตแบบเรียบง่ายจึงไม่มีความเดือดร้อนใดๆ  วิถีประจำวันของชาวปะหร่องส่วนใหญ่จึงอยู่ในไร่  พอได้ผลผลิตก็ขายให้กับพ่อค้า และนำรายได้จากการขายพืช ผัก ซื้อเสื้อผ้า และของที่จำเป็นในการดำรงค์ชีวิต  ความงดงามอีกอย่างหนึ่งของชนเผ่าปะหร่องก็คือ ความมีน้ำใจที่เอื้ออาทรต่อกันอย่างไม่เคยเหือดแห้ง  แม้จะอยู่ในช่วงฤดูกาลไดของปีก็ตาม  ใครที่ขาดเหลือเรื่องอะไรก็สามารถแบ่งปันกันได้  เพราะทุกคนถือว่าเป็นเครือญาติเดียวกันทั้งหมู่บ้าน    ทำให้ผืนดินแถบนี้มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งหลังจากที่รกร้างว่างเปล่ามานานแรมปี

                                                                                                                                                                                                      อ่านต่อภาคฉบับหน้า