พระสงฆ์ผู้เปี่ยมด้วยเมตตาบารมี

 

               พระครูสมุห์วิเชียร คุณธมฺโม เดิมชื่อ วิเชียร ทายะติ เกิดวันที่ ๒๘ เดือน ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ ณ บ้านเลขที่ ๖๕ หมู่ที่ ๓ ตำบลแม่แฝกใหม่ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ มีพี่น้องร่วมส่ายโลหิตทั้งหมด ๔ คน เป็นผู้หญิง ๒ คน และชาย ๒ คน ท่านเป็นบุตรลำดับที่ ๓ ท่านได้เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนบ้านเจดีย์แม่ครัวเช่นเดียวกับเด็กทั่วไปในชุมชน เมื่อท่านเรียนจบชั้นประถมศึกษาที่ ๔ ท่านก็ได้เข้าไปศึกษาภาษาล้านนาที่วัดท่านได้รับการปลูกฝังจากครอบครัวและผู้ใหญ่ในชุมชนว่าพระและวัดนั้นเป็นของสูง ควรให้ความเคารพและไม่ควรที่จะไปคลุกคลีด้วย ท่านได้อ่านธรรมะคำสอนในทางพระพุทธศาสนาเรื่อง อานิสงส์การบรรพชา ที่จารึกด้วยภาษาล้านนาท่ เนื้อหาในธรรมะได้กล่าวถืออานิสงส์แห่งการบรรพชาว่านอกจากจะเป็นการสืบต่ออายุของพระพุทธศาสนาตามพุทธทำนายว่าจะยั่งยืนถึง ๕,๐๐๐ ปี

                   ผู้ที่บรรพชาก็สามารถที่จะทดแทนบุญคุณของบิดา มารดาได้ อ่านธรรม อานิสงส์การบรรพชา จบ ท่านก็ได้รู้สึกซาบซึ้งมีจิตที่อยากจะบวช เมื่อท่านมีอายุได้ ๑๑ ขวบ ท่านก็ได้ตัดสินใจบรรพชาที่วัดเจดีย์แม่ครัว ซึ่งเป็นวัดที่อยู่ในชุมชนนั้นเอง วันที่ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๑ นอกจากจะเรียนนักธรรมที่สำนักเรียนภายในตำบลหลังบรรพชาแล้ว ในช่วง ๒-๓ ปีแรกของการบรรพชา ทางวัดมีการก่อสร้างถาวรวัตถุขึ้น ท่านได้เกิดความสนใจในการวาดภาพ เช่น ลายกนก ภาพวิว ทิวทัศน์ ที่ปรากฏตามฝาผนังของศาลาวัด ท่านก็ได้บอกกับบิดาของท่านว่าท่านสนใจที่จะศึกษาเล่าเรียน บิดาท่านก็สนับสนุนโดยการซื้อสีมาให้แล้วให้ท่านไปศึกษาจากช่างดังกล่าว

                  ต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ท่านก็ได้ย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดบุพพาราม อำเภอเมือง เชียงใหม่เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกนักธรรมจนสามารถสอบผ่านได้นักธรรมชั้นเอก บิดาของท่านอยากจะให้ท่านศึกษาต่อในทางโลกคือพระปริยัติธรรมแผนกสามัญมากกว่า โดยบิดาของท่านให้เหตุผลว่าถ้ามีวุฒิการศึกษาทางโลกแล้ว เมื่อต้องการที่จะลาสิกขาบทออกไป ก็สามารถที่จะนำไปประกอบเป็นอาชีพ สมัครงานได้ ในขณะที่ท่านเองก็อยากจะเรียนบาลี แต่ก็ตามใจบิดา ในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ท่านจึงเข้าศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกสามัญที่โรงเรียนธรรมราชศึกษาวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ซึ่งในระยะ ๑ ปีที่เรียน ท่านสามารถสอบเทียบได้จนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ ๗  กระทั่ง พ.ศ. ๒๕๒๕ ท่านจึงเรียนจบชั้น ม.ศ. ๕ และในระหว่างที่เรียนอยู่นั้น ท่านก็ได้รับการมอบหมายจากเจ้าสำนักฯ วัดบุพพารามให้เป็นครูสอนโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ที่เปิดทำการเรียนการสอนขึ้นภายในวัด ร่วมกับพระภิกษุสามเณรภายในวัด

                  เมื่อมีอายุครบที่จะอุปสมบทแล้ว ในวันที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๑ ท่านก็ได้รับการอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดเจดีย์แม่ครัว ซึ่งหลังจากที่อุปสมบทแล้วท่านก็กลับไปจำพรรษาอยู่ที่วัดบุพพารามตามเดิม เพื่อเรียนหนังสือที่ยังค้างอยู่ ท่านได้รับความไว้วางใจจากท่านเจ้าอาวาสวัดบุพพารามให้ปกครองสามเณรภายในวัด ท่านได้ปฏิบัติศาสนกิจ ช่วยเหลืองานทางพระพุทธศาสนาที่วัดบุพพารามอยู่เป็นระยะเวลาพอสมควร จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ชาวบ้านในชุมชนบ้านเจดีย์แม่ครัวก็นิมนต์ท่านมาอยู่ที่บ้านเดิมของท่าน ด้วยว่าวัดเจดีย์แม่ครัวตอนนั้นไม่มีเจ้าอาวาส ชาวบ้านจะไปทำบุญก็มีมีพระ  ท่านจึงได้ตัดสินใจลาจากวัดบุพพารามเพื่อมาปฏิบัติหน้าที่ที่วัดเจดีย์แม่ครัวตามคำนิมนต์ของชาวบ้านดังกล่าว

                                                                      จากงานวิจัยเรื่อง กระบวนการและเทคนิคการทำงานของพระสงฆ์นักพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่
                                                                                              สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย( สกว)